Free Web Hosting Provider - Web Hosting - E-commerce - High Speed Internet - Free Web Page
Search the Web

UMAVADEE - บายศรีทราวดี -

ทราวดี
องค์ปฐม
แห่งบายศรี

ต้นกำเนิดแห่งบายศรี
เรียบเรียงโดย...อุมาวดี ทรัพย์สิน

บูชาครูบายศรี
ตามแบบอย่างเรียนรู้ไหว้ครูก่อน
ประนมกรน้อมจิตก้มเกศา        
ต่างดอกไม้ธูปเทียนและมาลา   
เริ่มเรียนมาจนจบครบทุกองค์  
ไหว้บรมครูบายศรีองค์ปรกเกศ 
      คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
อีกหนึ่งนั้น ทราวดี ศรีแห่งองค์  
คือครูต้นของบายศรีแบบทั้งปวง 
ขอไหว้ครูเหล่าพรหมาเทพสถิตย
ทั่วทุกทิศครูฤาษี ทั้ง ๑๐๘         
    อีกหลวงปู่พ่อครู แม่ครู ถ้วนทุกองค์
    ศิษย์กราบน้อมรำลึกถึง...พระคุณครู


            บายศรีเป็นของสูงที่เคียงคู่กับประเพณีและวัฒนธรรมไทยมาแต่ครั้งโบราณกาลมีการสืบสานและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมานานปี นับแต่แรกเกิดจวบจนเติบใหญ่มีการทำขวัญในวาระต่าง ๆ ซึ่งพิธีกรรมเหล่านี้
ไทยเราได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ เมื่อนับย้อนไปหลายพันปีก่อนพุทธกาล ศาสนาพราหมณ์ฮินดูเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ การเผยแพร่ของศาสนาพราหมณ์จากดินแดนต้นกำเนิดในชมพูทวีป
สู่ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยขอมหรือเขมรได้นำเข้ามาเผยแพร่ ซึ่งในครั้งนั้นขอมเป็นประเทศที่เรืองอำนาจมากที่สุดได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในไทยสุวรรณภูมิ ซึ่งขอมเองก็ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์
            นับถอยหลังเป็นเวลาหลายพันปี ในช่วงที่ว่างเว้นของพุทธศาสนา ผู้คนในสมัยนั้นต่างนับถือผีป่าที่สิงสถิต ตามต้นไม้ ตามภูเขาต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยในสมัยนั้นเรียกว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “ดินแดนสุวรรณภูมิ” ในขณะนั้นเมืองสุวรรณภูมิเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก มีศูนย์กลางคือเมือง “ศรีทวารวดี” หรือเมือง“สีรุ้ง” ผู้คนในสมัยนั้นได้รับอารยธรรมมาจากขอมหรือเขมรในปัจจุบัน ดังนั้นประเพณีตลอดจนวัฒนธรรมและ การดำรงชีวิตของชาวสีรุ้งจะได้รับอิทธิพลมาจากขอมแทบทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันขอมเองก็ได้รับวัฒนธรรมและประเพณีมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นประเพณีพิธีกรรมใด ๆ ก็ตามทั้งไทย (สีรุ้ง) และขอมต่างก็ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียเช่นเดียวกัน ซึ่งชาวอินเดียจะประกอบพิธีกรรมบูชาพระเจ้าเป็นหลัก โดยยกย่อง ให้พราหมณ์เป็นผู้เดียวที่จะทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมเหล่านี้ได้ ด้วยถือว่าพราหมณ์เป็นวรรณะเดียวที่จะติดต่อกับพระเจ้าได้ ด้วยชาวอินเดีย (ฮินดู) เชื่อว่าพราหมณ์เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหมผู้เป็นหนึ่งในเทพเจ้า ทั้งสาม (ศิวะ นารายณ์ พรหม) ซึ่งยุคของศาสนาพราหมณ์เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาล
ผู้คนต่างนับถือเทพเจ้าด้วยเชื่อว่าเทพเจ้าแต่ละพระองค์ล้วนมีอิทธิฤทธิ์ต่างกันไป และมนุษย์ต้องบวงสรวงเอาใจเทพเจ้าด้วยการกราบไหว้บูชาสวดมนต์อ้อนวอนและขอพรตลอดจนบูชายัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่อาชีพ ของตน ซึ่งพิธีกรรมการบวงสรวงของพราหมณ์ในยุคต้นจะใช้เพียงแค่ดอกไม้และใบไม้ที่มีกลิ่นหอมนำมาบูชาสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าของตน เมื่ออินเดียเข้ามามีบทบาทต่อขอม ขอมเองจึงรับเอาวัฒนธรรมการทำพิธีบวงสรวงเฉกเช่นเดียวกัน ต่อเมื่อขอมเข้ามามีอิทธิพลในสุวรรณภูมิศรีทวารวดี เมืองสีรุ้งจึงได้รับพิธีกรรม การบวงสรวงเทพเจ้าเข้ามาเช่นเดียวกัน ซึ่งการทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าในสมัยนั้นจะทำได้เฉพาะในพระราชวัง สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น ดังเห็นได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณสถานต่างๆ ที่ยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ตามต่างจังหวัด เช่นปราสาทเขาพนมรุ้ง ปราสาทเขาพระวิหาร หรือปราสาท
นครวัดในประเทศกัมพูชา(เขมร)เป็นต้น
            จากโบราณสถานดังกล่าวนี้หากใครได้ไปเที่ยวชมจะเห็นว่าปราสาทส่วนในสุดถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นปราสาทประธานที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ที่ที่สำหรับพระมหากษัตริย์ทรงประกอบพิธีกรรมการบูชาบวงสรวงเทพเจ้า และนี่เองชี้ให้เห็นได้ว่าการประกอบพิธีกรรมจะมีได้เฉพาะกษัตริย์เท่านั้น ประชาชนสามัญ ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำพิธีบวงสรวงเทพเจ้าได้เลยจะทำได้ก็แค่เซ่นไหว้ผีป่า ผีเขา เท่านั้น
            ในขณะนั้น“พระนางทราวดี” พระราชธิดาแห่งเมืองศรีทวารวดีเป็นผู้หนึ่งที่บูชาเทพเจ้าตลอดมา โดย พระนางได้ประดิษฐ์กระทงจากใบตองโดยการพับใบตองทบไปมา (กลีบ) จัดใส่กระทงใบตองแซมดอกไม้และใบไม้ พระนางได้ทำพิธีบูชาถวายกระทงดอกไม้ต่อเทพเจ้าเรื่อยมา
            จวบจนพระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติและเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิพระนางจึงได้ประดิษฐ์กระทงดอกไม้ เข้านิ้วรัดองค์รวมแล้วเรียกว่า ใบสรี ขึ้นนำถวายเป็นพุทธบูชาต่อ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนางทรงถ่ายทอดงานใบสรีให้กับนางกำนัลข้าหลวงเพื่อนำไปเผยแผ่ให้กับลูกหลานในกาลข้างหน้า ตลอดจนทรงอนุญาตให้สามัญชนกระทำพิธีบวงสรวงบูชาเทพเจ้าได้ แต่นั้นมา
งานใบสรีจึงได้รับการเผยแผ่กันอย่างกว้างขวาง และมีการเสริมแต่งให้วิจิตรงดงามตามแต่ละยุคสมัยจวบจน ปัจจจุบันนี้ และนี่เป็นเพียงตำนานหนึ่งที่เล่าขานสืบทอดกันมานับแต่โบราณกาล
            มาจนปัจจุบันนี้เมื่อกล่าวถึง “บายศรี” เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักและคุ้นเคยกันมาบ้างแล้วดังจะเห็นได้จากการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ในแทบทุกภาคของไทย สำหรับการทำพิธีและการไหว้บายศรีในแต่ละท้องถิ่น จะแตกต่างกันออกไป เช่นการไหว้บายศรีในพิธีไหว้ครู ในพิธีสมโภชต่าง ๆ หากใช้ในประเพณีที่เกี่ยวข้องกับชีวิต เช่น การทำขวัญแรกเกิด การทำขวัญนาค การทำขวัญแต่งงานหรือแม้แต่การทำขวัญให้สัตว์ เช่นวัวควาย หรือแม้กระทั่งการทำขวัญนา การทำขวัญแม่โพสพ เป็นต้น
            บายศรี แบ่งแยกได้เป็นคำว่า “บาย” เป็นภาษาเขมร แปลว่า “ข้าว” และ “ศรี” เป็นภาษาสันสกฤตตรงกับภาษาบาลีว่า “สิริ”แปลว่า “มิ่งขวัญหรือสิริมงคล” เมื่อรวมกันแล้วบายศรีคือ “ข้าวขวัญหรือข้าวที่มีสิริมงคล” ชาวเหนือหรือชาวล้านนาจะเรียกว่า “ใบสี หรือ ใบสรี” ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเอาใบตองมาเย็บเรียกันเป็นลักษณะเหมือนนมแมวเป็นใบ ๆ จึงเรียกว่า ใบสี และเรียกพานบายศรีว่า ขันใบสี เนื่องจากภาชนะที่นำมารองรับบายศรี ซึ่งเป็นพานนั้นทางล้านนาเรียกว่า “ขัน” (สำหรับ ขัน อย่างภาคกลางนั้น ชาวล้านนาเรียกว่า “สลุง” สำหรับบายศรีของชาวล้านนาแบ่งเป็น ๔ ประเภท คือ บายสรีหลวง บายสรีนมแมว บายสรีปากชาม
และบายสรีกล้วย
            สำหรับบายศรีของชาวอีสานจะเรียกว่า “พาขวัญ” หรือ”หมากเบ็ง” ชาวอีสานในสมัยโบราณจะเรียกพิธี สู่ขวัญหรือสูดขวัญว่า “บาศรี”เพราะเป็นพิธีที่ใช้สำหรับบุคคลชั้นเจ้านายคำว่า “บา” ในภาษาลาว (เวียงจันท์) มาจากคำว่า “ บ๋า” หมายถึงการบนบาน แต่หลายท้องถิ่น ในแถบอีสานในปัจจุบันจะใช้คำว่า “สู่ขวัญหรือ -สูดขวัญ” เท่านั้น
            สำหรับบายศรีตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของบายศรีว่า เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญทำด้วยใบตอง มีลักษณะคล้ายกระทงเป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่และเล็กสอบขึ้นไป
ตามลำดับ มี ๓-๕-๗ และ ๙ ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยอยู่ในบายศรี และมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดของบายศรี และนอกจากนี้แล้วบายศรียังแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ
๑. บายศรีของหลวง ได้แก่บายศรีที่ใช้ในพระราชพิธีอันเนื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งในโบราณราชประเพณี บายศรีของหลวงแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทคือ
๑.๑ บายศรีสำรับใหญ่ ประกอบด้วย บายศรีแก้วมีลักษณะเป็นพานแก้ว ๕ ชั้น บายศรีทองมีลักษณะเป็นพานทอง ๕ ชั้น บายศรีเงินมีลักษณะเป็นพานเงิน ๕ ชั้น โดยการตั้งบายศรีแก้วไว้ตรงกลาง บายศรีทองอยู่ข้างขวา และบายศรีเงินอยู่ข้างซ้าย สำหรับพานแก้ว พานเงินและพานทองในแต่ละพานจะใส่โตกใบเล็ก ๆ เพื่อใส่เครื่องสังเวยบายศรีในแต่ละชั้น โดยเฉพาะขนมอย่างโบราณ และขนมชื่อที่มงคลพร้อมเครื่องบายศรี มีน้ำมัน
แป้งกระแจะ อย่างละชุด มะพร้าวอ่อน ๓ ชุด ใบพลู ๗ ใบ แว่นสำหรับเวียนเทียน ๓ ชุด ปักบนพานพานทอง แก้ว เงินภายในพานบรรจุข้าวสารให้เต็มและรวมทั้งข้าวตอกดอกไม้ พร้อมไม้สำหรับขนาบบายศรี ไม้ที่ใช้ขนาบบายศรีจะใช้ไม้ชื่อที่เป็นมงคล เช่นไม้ชัยพฤกษ์ เป็นต้น
๑.๒ บายศรีสำรับเล็ก มีลักษณะเหมือนบายศรีสำรับใหญ่ แต่ขนาดเล็กกว่ามี ๓ ชั้น ใช้สำหรับในพิธีทำขวัญงานเล็ก
๑.๓ บายศรีตองรองทองขาว เป็นบายศรีใหญ่ทำด้วยใบตองมีลักษณะเป็นชั้นมีทั้ง ๕ ชั้นและ ๗ ชั้น แป้นของชั้นบายศรีเป็นโลหะทองขาวเวลาทำพิธีใช้คู่กับบายศรีสำรับเล็กหรือสำรับใหญ่ แล้วแต่เป็นพระราชพิธีอะไร เช่นพระราชพีธีสมโภชพระพุทธรูป พระราชพิธีสมโภชพระขวัญพระราชพิธีสมโภชเดือน หรือพระราชพิธีสมโภชช้าง เป็นต้น
๒. บายศรีของราษฎร ได้แก่ บายศรีที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ของราษฎรในแต่ละท้องถิ่นซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป แบ่งเป็น ๒ ชนิด
๒.๑ บายศรีปากชาม เป็นบายศรีขนาดเล็กใส่ในชามขนาดย่อม หรือกระทงใบตอง หรือต้นกล้วยตัดเป็นท่อน (แบบโบราณ)มีกรวยข้าวอยู่กลาง มีแตงกวาผ่าซีกประกบกล้วยน้ำไทวางระหว่างองค์(ตัว)บายศรีทั้งสามด้าน
นิ้วบายศรีมีตั้งแต่ ๓, ๕, ๗, และ๙ ชั้นตามแต่พิธีที่ใช้ เช่นพิธี บวงสรวงสังเวยเทพยดา พิธีบูชาครู พิธีทำขวัญเกี่ยวกับคน เช่น ทำขวัญแรกเกิด ทำขวัญนาค ทำขวัญแต่งงานหรือพิธีทำขวัญเกี่ยวกับสัตว์ พิธีทำขวัญนา
ทำขวัญแม่โพสพ เป็นต้น
            บายศรีปากชามในแต่ละท้องถิ่นมีวิธีในการทำที่แตกต่างกัน ซึ่งการทำพิธีของแต่ละภาคล้วนแล้วแต่ความเชื่อถือของท้องถิ่นนั้นเช่น ในภาคเหนือชาวล้านนาตามชนบทจะทำบายศรี(สรี) แบบง่าย ๆ กล่าวคือพับใบตองทบไปมาเป็นนิ้วบายสรี จะเป็น ๓, ๕, ชั้นไม่กำหนดจำนวนสามตัว วางตัวบายศรีในกระทงใบตองหรือแพหยวกกล้วย มีข้าว(เหนียว)ปั้นเป็นคำ ๆ มีไข่ต้ม มีปลาทอดหรือหมูจิ้น มีกล้วยน้ำไทหรือกล้วยน้ำว้า พร้อมทั้งดอกไม้ ธูปและเทียน โดยส่วนมากจะนำไปไหว้ผีปู่ย่า ตายาย ในหมู่บ้านของตนที่นับถือ
            สำหรับบายศรีปากชามในภาคอีสานหรือชาวล้านช้าง ชาวชนบทจะทำบายศรี(พาขวัญ) หรือสูดขวัญ เป็นลักษณะพับใบตองเป็นกลีบเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ ๓, ๕, ชั้น และม้วนกรวยขนาดพอเหมาะ ภายในกรวยใส่ข้าว และนำนิ้วหรือกลีบที่พับเย็บติดกับกรวยทั้งสามด้าน รอบ ๆ กรวยใส่กล้วยน้ำไทหรือกล้วยน้ำว้า ขนมและ ปลาทอด พร้อมทั้งธูป เทียน และดอกไม้ตามแต่จะหาได้ในท้องถิ่นนั้น โดยส่วนมากชาวบ้านจะนำไปไหว้ผีฟ้า หรือผีปู่ย่าตายาย ในหมู่บ้านของตน
๒.๒ บายศรีใหญ่ เป็นบายศรีที่มีขนาดใหญ่จัดทำใส่ภาชนะที่ใหญ่เช่น โตก ตะลุ่ม หรือพาน ทั้งนี้จะใช้พานชั้นเดียวหรือหลายใบวางซ้อนกันกี่ชั้นแล้วแต่ขนาดของงานพิธีนั้น ๆ เช่น บายศรีไหว้ครู บายศรีบัลลังก์ บายศรี
สู่ขวัญของชาวล้านนา และบายศรีสู่ขวัญของชาวล้านช้างเป็นต้น สำหรับบายศรีต้น หรือบายศรีหลัก (ชั้น) มีลักษณะเป็นชั้นตั้งแต่ ๓, ๕, ๗, และ ๙ ชั้น ในสมัยโบราณจะใช้ต้นกล้วยเป็นแกน แต่ในปัจจุบันนี้จะใช้ไม้
เป็นแกนเพื่อความมั่นคงและแข็งแรงยิ่งขึ้น นิ้วของบายศรีจะเป็นลักษณะพับเป็นกลีบตั้งแต่ ๓ ถึง ๕ ชั้นประกอบสับหว่างกันโดยองค์ (ตัว) บายศรีจะประกอบทั้งตัวคว่ำและตัวหงาย และในแต่ละชั้นจะใส่เครื่องสังเวยมีขนม และผลไม้อันเป็นชื่อที่เป็นสิริมงคล
            กล่าวโดยสรุปแล้วบายศรี (สู่ขวัญ) เป็นของสูงซึ่งผูกผันกับวัฒนธรรมและวิถีของตนไทยมาช้านาน เพราะกระทำกันเพื่อบวงสรวงบูชาเทพเจ้า ตลอดจนงานบายศรีได้กำเนิดเกิดขึ้นจากในวัง และได้แพร่หลาย มาสู่ประชาชนคนทั่วไป ส่วนสู่ขวัญเป็นการทำพิธีที่สืบทอดต่อมาจากศาสนาพราหมณ์ เห็นได้ว่าคนไทยในสมัยโบราณมีความผูกพันกับวิถีและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเป็นอย่างมาก งานบายศรีมีรูปแบบละเอียดอ่อนและวิจิตรบรรจง บ่งชี้ให้เห็นว่าบรรพชนคนไทยในกาลก่อนมีความละเอียดอ่อน โอบอ้อมอารี และรักความสงบ เหล่านี้ล้วนเป็นบุคลิกลักษณะนิสัยของคนไทยในกาลก่อน
            ปัจจุบันนี้โลกได้วิวัฒนาการก้าวหน้ามากขึ้น การประดิษฐ์บายศรีตามรูปแบบของครูในสมัยโบราณดูจะเลือนหายไปเป็นอย่างมากต่างมักจะเพิ่ม เสริมแต่งและพัฒนาเพื่อความสวยงาม และวิจิตรบรรจงให้ ดูหลากหลาย แตกแขนงรูปแบบกันออกไปคงเหลือให้รู้ดูว่าเป็นบายศรีก็เพียงน้อยนิด ซึ่งการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของไทยเรานั้นต้องอาศัยบุคคลที่มีใจรักงานศิลป์ด้านนั้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่คิดที่จะทำเพื่อเป็นอาชีพหารายได้กับตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและรูปแบบของครูโบราณไว้ และจะมีสักกี่คนที่จะเข้าใจถึงงานบายศรีอย่างแท้จริง เฉกเช่นดังคำกล่าวที่ครูของข้าพเจ้ากล่าวสอนข้าพเจ้าอยู่เสมอว่า “ งานบายศรีดูแล้วช่างประดิษฐ์
ได้ง่ายนัก ใคร ๆ ก็ประดิษฐ์แต่งเป็น แม้แต่เด็กตัวน้อยนิดก็ทำได้ แต่จะหาผู้ใดประดิษฐ์และเข้าใจถึงหัวใจของงานบายศรีได้อย่างถูกต้อง คงหาได้ยากแท้ไม่”


1.หนังสือบายศรีบูชามหาเทพ

    

2.หนังสือบายปากชามประกอบพิธีกรรม

    

3.หนังสือบายศรีสู่ขวัญ

    

4.หนังสือบายศรีเครื่องบูชาชั้นสูง

    

5.หนังสือบายศรีผ้าจิ๋ว

    

6.หนังสือบายศรีบูชาครูศาสตร์แห่งเทพพิธี

    

7.หนังสือพานดอกไม้บูชาพระประจำวัน

    

8.หนังสือบายศรีเครื่องบวงสรวงแบบโบราณ

    

9.>*****


อุมาวดี ทรัพย์สิน

28 ซ.พึ่งมี34 ถ.สุขุมวิท93 ต.บางจาก อ.พระโขนง จ.กรุงเทพ 10260
โทร. 081-3379398 หรือ 02-7425120 , (087-4366629-30)

    E-Mail:umavadee_sapsin@yahoo.com
    http://umavadee.freeservers.com/
    http://board.thaimisc.com/umavadee

  โอนเงินผ่านธนาคาร

    ธ.กสิกรไทย/สาขาบางจาก  เลขที่บัญชี:035-2-68689-1/ออมทรัพย์

    ธ.ไทยพาณิชย์/สาขาย่อยเสรีเซ็นเตอร์  เลขที่บัญชี:175-209829-0/ออมทรัพย์


โครงการอนุรักษ์และสานศิลป์วัฒนธรรมไทย
เปิดแล้วจ้า...สำหรับผู้สนใจรักงานประดิษฐ์งานใบตอง งานใบศรีใบตองและงานบายศรีผ้า ตอนนี้อ.อุมาวดี เปิดสอนแล้วนะจ๊ะ
  


    
    - งานภาชนะจากใบตอง เช่นถาดขนมหรือผลไม้ กระทง ช่อ-ซองดอกไม้ การเย็บตาข่ายหน้าช้าง
    - งานบายศรีใบตอง
    - คอร์สพื้นฐานงานบายศรีใบตอง สำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้งานบายศรี เช่นการม้วน-พับนิ้วบายศรี บายศรีปากชามแบบโบราณ
    - คอร์สชั้นสูงงานบายศรีใบตอง สำหรับนำไปประกอบเป็นอาชีพ เช่นบายศรีปากชาม บายศรีเทพ+พรหม พานอภัยทานพานขมา
    - คอร์สชั้นสูงบายศรีใบตอง เช่นพานบรมครู(ไหว้ครู) บายศรีสู่ขวัญ บายศรีบัลลังก์ บายศรีพญานาค
    - งานบายศรีผ้า สำหรับผู้มีพื้นฐานงานใบตองมาบ้างแล้ว เช่นบายศรีเทพ+พรหม

    *** ทุกคอรส์เรียนวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-15.30 น. รับจำนวนจำกัด *** ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 081-337-9398, 087-436-6629, 087-436-6630, 083-448-5050
    *** มาร่วมกันร้อยเรียงและถักทอสานศิลป์ถิ่นของบรรพบุรุษไทยเราให้เคียงคู่สยามประเทศสืบต่อไป ***



Web Board UMAVADEE (คลิ๊กที่นี่เพื่อดูทั้งหมด)

ห้องพูดคุย - ประชาสัมพันธ์ (คลิ๊กที่นี่เพื่อดูทั้งหมด)


    สมุดเยี่ยมชม 

CONTACT UMAVADEE SAPSIN E-MAIL : WEBMASTER